it's christmas time!!!
posted on 24 Dec 2007 18:46 by le-kokono
อุฮิ สวัสดีทุกคน ในที่สุดก็ได้ฤกษ์มาอัพเสียที หลังจากแวบไปนาน-*-จะมาอัพทีไรก็ขี้เกียจทุกทีสิ ให้ตาย....แต่ยังไงคิดว่าก็ต้องอัพแหละวันนี้ เดี๋ยวไม่ทันคริสต์มาสเราอยากให้ทุกคนได้รู้ถึงประวัติจริงๆของวันๆนี้ ไม่ใช่เอาแต่จัดงานเพ่อความสุขกับของขวัญเพียงอย่างเดียวที่จริง...วันคริสต์มาส เป็นวันที่สำคัญและยิ่งใหญ่มาก สำหรับต่างประเทศเราเห็นได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ ก็เค้าเล่นเอาต้นสนใหญ่เท่าตึกมาประดับเลยนี่นา (เว่อร์ไปๆ- -‘’)
เอาล่ะ เข้าเรื่องกันเลยละกัน^^
ต้นคริสต์มาส
ในสมัยโบราณต้นไม้คริสต์มาสหมายถึงต้นไม้ในสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัมและเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น
การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี จนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดงเนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่นเหมือนลิเกล้อชาวบ้าน(-*-) ผู้ปกครองบ้านเมืองและศาสนา ซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัดที่เขาเคยร่วมสนุกสนานกัน หลังจากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล และแขวนแผ่นขนมปัง เพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่งก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็กลายเป็นขนมและของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างคือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปปีรามิดไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดอยู่ที่ยอกปีรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของขวัญและขนมก็ได้รวมประเพณีของชาวเยอรมันนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้เป็นรูปทรงปีรามิด นี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน ที่มีการแขวนของขวัญและไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาสและมีดาวของดาวิดไว้สุดยอด ประเพณีนี้เป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก
แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยังคงนิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่ามีความหมายถึงพระเยซูผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิตที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพองพระเยซู และนอกจากนั้นยังหมายถึงความสว่างของพระองค์ เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยังหมายถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นตไม้นั้นเป๋นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น
.....อ่ะ จบแล้วเรื่องของที่มาของคริสต์มาส มากโขเลยอ่ะ นั่งพิมพ์ตั้งนาน=[]=’’’
ที่จริงเราเอามาจากวจนพิธีกรรมที่รร.มาแหละ ไม่ได้คิดเองหรอกToT….
ส่วนที่มาของเทศกาลนี้ ก็เอาง่ายๆเลย
มีเรื่องอยู่ว่าพระนางมารีย์เป็นบุคคลซึ่งได้รับความเชื่อใจจากพระเจ้ามาก ท่านส่งทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวดีให้พระนางทราบว่าพระนางจะทรงครรภ์บุตรแห่งพระเจ้า และเมื่อโยเซฟรู้เรื่องจากทูตสวรรค์ เขาจึงไปบอกแก่มารีย์ว่าจงตั้งชื่อลูกว่าเยซู พระเจ้าส่งพระจิตเจ้ามาสถิตในครรภ์ของพระแม่มารีย์ จนบังเกิดออกมาเป็นพระเยซู
ในคืนวันนั้นเอง ก็มีดาวประหลาดเกิดขึ้นดวงนึง สว่างกว่าดวงอื่นเป็นไหนๆ เหล่าปราชญ์จากแดนไกลจึงพากันตามดวงดาวนั้นมา จนเจอถ้าเลี้ยงแกะแห่งหนึ่ง และในนั้นเอง พวกเขาก็พบกับ พระนางมารีย์ โยเซฟและทารกน้อย(พระเยซู)
ปราชญ์ทั้งสามได้นำของมาถวายแด่พระเยซูได้แก่
ทองคำ หมายถึง ราชาผู้ยิ่งใหญ่
กำยาน หมายถึง ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
มดยอบ หมายถึง ความทุกข์ทรมาน (ความตาย)
จากนั้น ก็มีเหล่าคนเลี้ยงแกะทั้งหลายมาเฝ้าพระเยซูจากคำกล่างของทูตสววรค์เช่นกัน
.....จบอีกเช่นเคย คงไม่ยาวเกินไปใช่มั้ยอ่า เอิ๊กซ์
......และสุดท้าย อันนี้สั้นจริงๆ ซานตาคลอส ก็คือนักบุญนิโคลัสนั่นเอง โฮ่ๆๆ สั้นดีมั้ยล่า^^’’’
พอแระวันนี้ เฮ้อ กว่าจะอัพเสร็จนานโขเลยแฮะ ก๊ากๆๆ
Merry Christmas
and
Happy New Year!!ปล. เทศกาลคริสมาสต์ไม่ใช่เพียงจะรับอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความหมายของคริสต์มาสที่จริงนั้นคือเทศกาลแห่งการให้ เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงเสียสละชีพของพระองค์เพื่อมวลชนทั้งปวง
edit @ 24 Dec 2007 19:02:04 by kokono
edit @ 24 Dec 2007 19:04:13 by kokono
edit @ 24 Dec 2007 19:05:22 by kokono